แนวทางการจัดกิจกรรมเสริมทักษะและความสามารถทางพหุปัญญาควบคู่กับการเล่านิทาน

ความฉลาดหรือความสามารถของเด็ก ๆ ไม่ได้วัดกันที่ความฉลาดทางด้านสติปัญญา (IQ) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความสามารถอีกหลากหลายด้านที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ความสามารถเหล่านี้หากได้รับการส่งเสริม สนับสนุนอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้ได้ดีขึ้น พัฒนาศักยภาพของตนเองได้ดีขึ้น ผ่านการทำกิจกรรมที่ตรงกับความถนัดของตนเอง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจ และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง (Self-Esteem) ในการดำเนินชีวิตต่อไป

สำหรับการจัดการเรียนรู้ให้เด็กปฐมวัย คุณครูสามารถใช้แนวคิด “ ทฤษฎีพหุปัญญา ” (Theory of Multiple Intelligences) ของศาสตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) นำมาผสมผสานกับรูปแบบการเรียนรู้ที่เด็กชื่นชอบ เช่น การเล่านิทาน ประยุกต์เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับปัญญาด้านต่าง ๆ ของเด็กดังนี้

 

  • ปัญญาด้านภาษา  (Linguistic Intelligence)

คือ ความสามารถในการใช้ภาษารูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ภาษาพื้นเมือง จนถึงภาษาอื่นๆ ด้วย สามารถรับรู้ เข้าใจภาษา และสามารถสื่อภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตามที่ต้องการ คุณครูสามารถจัดกิจกรรมให้ได้ฟัง พูด อ่าน เขียนเรื่องราวต่างๆ ที่เด็กสนใจ แล้วอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อื่น

  • ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical – Mathmatical Intelligence)

คือ ความสามารถในการคิดแบบมีเหตุและผล การคิดเชิงนามธรรม การคิดคาดการณ์ และการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ ควรให้มีโอกาสได้ทดลองหรือทำโครงงานในเรื่องที่เด็กสนใจ เพื่อฝึกการใช้เหตุผล การแก้ปัญหา ฝึกกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด

  • ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual – Spatial Intelligence)

คือ ความสามารถในการรับรู้ทางสายตาได้ดี สามารถมองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยะทาง และตำแหน่ง อย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แล้วถ่ายทอดแสดงออกอย่างกลมกลืน มีความไวต่อการรับรู้ในเรื่องทิศทาง สำหรับเด็กที่มีปัญญาด้านนี้เด่นชัด ควรให้ทำงานศิลปะ งานประดิษฐ์ เพื่อให้เด็กคิดอย่างอิสระ ได้เรียนรู้ด้วยการเห็นภาพ โดยให้ระบายสี ทำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามจินตนาการ

  • ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)

คือ ความสามารถในการซึมซับ และเข้าถึงสุนทรียะทางดนตรี ทั้งการได้ยิน การรับรู้ การจดจำ และการแต่งเพลง สามารถจดจำจังหวะ ทำนอง และโครงสร้างทางดนตรีได้ดี และถ่ายทอดออกมาโดยการฮัมเพลง เคาะจังหวะ เล่นดนตรี และร้องเพลง ควรให้เด็กเล่นเครื่องดนตรี ร้องเพลง ฟังเพลงสม่ำเสมอ ให้ร้องรำทำเพลงร่วมกับเพื่อนหรือคุณครู

  • ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence)

คือ ความสามารถในการรู้จัก และเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เข้าใจกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ และการรังสรรค์ต่างๆ ของธรรมชาติ มีความไวในการสังเกต เพื่อคาดการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติ มีความสามารถในการจัดจำแนก แยกแยะประเภทของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ คุณครูควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว สิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม สังเกตและบันทึกความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ลม ฟ้า อากาศ จัดกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมศึกษา การดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม  ฯลฯ

  • ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)

คือ ความสามารถในการรู้จัก ตระหนักรู้ในตนเอง สามารถเท่าทันตนเอง ควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมตามกาลเทศะ และสถานการณ์ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเผชิญหน้า เมื่อไหร่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือ มองภาพตนเองตามความเป็นจริง รู้ถึงจุดอ่อน หรือข้อบกพร่องของตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าตนมีจุดแข็ง หรือความสามารถในเรื่องใด มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนของตนเองอย่างแท้จริง เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคนเช่นกัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า และมีความสุข คุณครูควรเปิดโอกาสให้ทำงานตามลำพังอย่างอิสระ สอนให้เห็นคุณค่าของตัวเอง (Self-esteem) เน้นการศึกษารายบุคคล (Individual Study) เปิดโอกาสให้เด็กเลือกศึกษาในสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ

  • ปัญญาด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)

คือ ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ และเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน มีความไวในการสังเกต สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง สามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม สร้างมิตรภาพได้ง่าย เจรจาต่อรอง ลดความขัดแย้ง สามารถจูงใจผู้อื่นได้ดี เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคน  คุณครูควรจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เข้ากลุ่ม ทำงานร่วมกัน ส่งเสริมให้อภิปราย เรียนรู้ และแก้ปัญหาร่วมกัน

  • ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily – Kinesthetic Intelligence)

คือ ความสามารถในการควบคุมและแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึก โดยใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ ความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีต และความไวทางประสาทสัมผัส ควรให้เด็กเรียนรู้ด้วยการสัมผัส จับต้อง เคลื่อนไหวร่างกาย เรียนรู้ผ่านการแสดงบทบาทสมมุติ แสดงละคร ฯลฯ